ของแจกบริษัท 50 บาท vs 100 บาท เพิ่มงบแล้วได้อะไรต่างกัน?
เวลาวางแผนสั่งของแจกบริษัท หลายทีมมักติดอยู่ที่คำถามเดียวกันว่า “งบชิ้นละ 50 บาทพอไหม หรือควรเพิ่มเป็น 100 บาท?” เพราะพอคูณกับจำนวนหลักร้อยหรือหลักพันชิ้น ส่วนต่างเพียง 50 บาทก็อาจทำให้งบรวมเพิ่มขึ้นหลายหมื่นบาททันที
แต่ความต่างระหว่างของแจก 50 บาทกับ 100 บาท ไม่ได้มีแค่เรื่อง “ของถูกกับของแพง” เท่านั้น งบที่เพิ่มขึ้นอาจแลกกับวัสดุที่ดีขึ้น ความแข็งแรงที่มากขึ้น ฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงกว่าเดิม รวมถึงดีไซน์ งานสกรีน และบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยให้ของชิ้นนั้นดูเป็นของพรีเมี่ยมมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ของแจกงบ 50 บาทก็ไม่ได้แปลว่าเลือกแล้วจะดูราคาถูกเสมอไป หากโจทย์คือแจกคนจำนวนมากในงานสัมมนา งานออกบูธ Roadshow หรือกิจกรรมที่เน้นการเข้าถึง กลุ่มสินค้าที่ราคาไม่สูงแต่เลือกได้ตรงกับพฤติกรรมผู้รับ อาจให้ความคุ้มค่ามากกว่าการเพิ่มงบเป็นสองเท่า
ดังนั้นก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ ควรถามให้ชัดก่อนว่า เราอยากให้ของแจกชิ้นนี้ทำหน้าที่อะไร ต้องการให้คนเห็นแบรนด์จำนวนมาก ต้องการให้ลูกค้านำกลับไปใช้ต่อ หรืออยากสร้างความรู้สึกพิเศษให้กับพนักงานและคู่ค้า
บทความนี้จะพาเปรียบเทียบ ของแจกบริษัท 50 บาท vs 100 บาท แบบลงรายละเอียดว่า เมื่อเพิ่มงบแล้วเราได้อะไรเพิ่มจริงบ้าง ทั้งเรื่องคุณภาพ วัสดุ ฟังก์ชัน ความน่าใช้ และความเหมาะสมกับแต่ละประเภทของงาน เพื่อช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อ HR และ Marketing ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า ควรประหยัดตรงไหน และควรเพิ่มงบตรงไหนถึงจะคุ้มที่สุด
อย่าเริ่มจากราคา ให้เริ่มจาก “เหตุผลที่คนจะเก็บของไว้ใช้”
หนึ่งในความเข้าใจผิดของการสั่งของแจกบริษัทคือคิดว่า ราคาที่สูงขึ้นจะทำให้ของถูกเก็บไว้อัตโนมัติ ความจริงไม่ง่ายแบบนั้น ของราคา 150 บาทที่ไม่ตรงกับชีวิตผู้รับอาจถูกวางไว้ในลิ้นชัก ขณะที่กระเป๋าผ้าหรืออุปกรณ์ชิ้นเล็กราคาไม่ถึง 50 บาทอาจถูกใช้ทุกสัปดาห์ เพราะแก้ปัญหาได้ตรงกว่า
ข้อมูลจาก PPAI Research: The Things We Don’t Throw Away ปี 2026 ซึ่งสำรวจผู้บริโภคสหรัฐฯ มากกว่า 3,400 คน พบว่า เกือบ 90% ระบุว่าพวกเขาเก็บ Branded Merchandise ไว้อย่างสม่ำเสมอหรือเป็นครั้งคราว โดยเหตุผลอันดับหนึ่งที่เก็บของไว้คือ ใช้งานได้จริง 55% ตามด้วย คุณภาพดี 21% ขณะที่เหตุผลอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ทิ้งคือ “ไม่ค่อยมีประโยชน์” 38% และ “คุณภาพไม่ดี” 27%
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทยจะเหมือนสหรัฐฯ ทุกประการ แต่ช่วยชี้ให้เห็นหลักคิดที่ใช้ได้กับการเลือกของพรีเมี่ยมแทบทุกตลาดว่า Utility มาก่อน Price Tag ถ้าสินค้าไม่จำเป็นกับชีวิตประจำวัน ต่อให้เพิ่มงบจาก 50 บาทเป็น 100 บาทก็อาจไม่ได้เพิ่มผลลัพธ์ทางการตลาดเท่าไร
ดังนั้นก่อนเพิ่มงบ ลองถาม 3 ข้อนี้ก่อน
- ผู้รับมีโอกาสใช้สินค้านี้จริงหรือไม่?
- จะใช้ที่ไหน บ้าน ออฟฟิศ รถ หรือระหว่างเดินทาง?
- สินค้ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้รับเลือกใช้ชิ้นนี้แทนของที่เขามีอยู่แล้ว?
ถ้าตอบไม่ได้ การเพิ่มงบอาจยังไม่ใช่คำตอบ
เพิ่มจาก 50 บาทเป็น 100 บาท เรากำลังซื้ออะไรเพิ่ม?
Answer Block: การเพิ่มงบจาก 50 เป็น 100 บาทไม่ควรถูกมองว่าเป็นการซื้อ “ของแพงขึ้น” อย่างเดียว แต่ควรซื้อคุณค่าที่จับต้องได้ เช่น วัสดุที่ดีขึ้น ความแข็งแรง ฟังก์ชันที่เหมาะกับผู้รับ ดีไซน์ งานโลโก้ บรรจุภัณฑ์ หรือความน่าใช้ หากงบเพิ่มแต่คุณค่าที่ผู้รับสัมผัสไม่ได้ การเพิ่มงบนั้นอาจไม่คุ้ม
เมื่อดูจากฝั่งจัดซื้อ งบเพิ่ม 50 บาทอาจดูเป็นตัวเลขเล็ก แต่ถ้าสั่ง 1,000 ชิ้น หมายถึงงบเพิ่มอีก 50,000 บาท เพราะฉะนั้นทุก 50 บาทที่เพิ่มควรตอบได้ว่าองค์กรกำลังซื้ออะไรกลับมา
- 1. ซื้อ “คุณภาพสัมผัส” ที่ดีขึ้น
ของพรีเมี่ยมเป็นสื่อโฆษณาประเภทหนึ่งที่ผู้รับสามารถจับ ถือ เปิด ปิด ใช้งาน และพกไปไหนมาไหนได้ น้ำหนัก ความแน่นของฝา ความลื่นของซิป เนื้อผ้า ความหนาของพลาสติก ผิวเคลือบ หรือความแข็งแรงของตัวสินค้า จึงมีผลต่อความรู้สึกต่อแบรนด์โดยตรง
PPAI Research: The 5-Second Impact ปี 2025 พบว่าเกือบ 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจ มองว่าวัสดุหรือผิวงานที่มีคุณภาพทำให้ Promotional Product ดูและรู้สึกพรีเมี่ยมขึ้น ขณะที่มากกว่า 60% ระบุว่าวัสดุหรือการประกอบที่ดูคุณภาพต่ำเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไม่อยากรับหรือไม่อยากเก็บสินค้า
นี่เป็นจุดที่งบ 100 บาทอาจมีข้อได้เปรียบ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องจับหรือใช้ซ้ำ เช่น แก้วน้ำ กระเป๋า สมุด อุปกรณ์สำนักงาน หรือ Gadget แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องทดลองสินค้าจริง อย่าอนุมัติจากภาพ Mockup อย่างเดียว เพราะภาพสวยไม่สามารถบอกได้ว่าซิปฝืดหรือไม่ ขวดรั่วหรือเปล่า พลาสติกบางแค่ไหน หรือปากกาเขียนลื่นจริงหรือไม่
- 2. ซื้อ “ความทน” เพื่อยืดอายุของแบรนด์
สมมติของแจกชิ้นละ 50 บาทถูกใช้ 5 ครั้งก่อนเสีย ขณะที่สินค้า 100 บาทถูกใช้ 50 ครั้ง แม้สินค้าอย่างหลังมีราคาสูงกว่าสองเท่า แต่จำนวนครั้งที่แบรนด์ถูกเห็นอาจมากกว่าหลายเท่า แน่นอนว่าตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างการคิด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยจากงานวิจัย แต่แสดงให้เห็นว่าการวัด Price per Piece อย่างเดียวอาจทำให้ฝ่ายจัดซื้อเลือกสินค้าผิด
ข้อมูล PPAI Research แนวโน้มอุตสาหกรรม Promotional Products ปี 2026 ระบุว่า 70.4% มอง Durability หรือความทนทานเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของมูลค่าสินค้า ขณะที่ 65.2% ให้ความสำคัญกับดีไซน์ และ 58% กับคุณภาพวัสดุ ในงานองค์กร ความทนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณภาพสินค้า แต่เชื่อมกับ “ระยะเวลาที่โลโก้อยู่กับผู้ใช้” ด้วย
- 3. ซื้อฟังก์ชันที่ทำให้คนมีเหตุผลหยิบมาใช้
ของงบ 50 บาทมักต้องเลือกฟังก์ชันหลักอย่างใดอย่างหนึ่งให้ชัด เช่น ปากกาสำหรับเขียน กระเป๋าสำหรับใส่ของ ผ้าสำหรับเช็ดหน้าจอ พัดสำหรับใช้งานกลางแจ้ง กล่องสำหรับจัดเก็บของ เมื่อขยับงบขึ้น อาจเริ่มเลือกสินค้าที่มีรายละเอียดหรือฟังก์ชันมากขึ้น เช่น กระเป๋าที่มีช่องแบ่ง อุปกรณ์สำนักงานแบบ Multi-function หรือ Drinkware ที่ออกแบบให้ใช้งานสะดวกกว่าเดิม แต่ไม่ควรตีความว่า “ฟังก์ชันเยอะ = ดีกว่า” สินค้าพรีเมี่ยมที่มี 5 ฟังก์ชันแต่ผู้รับไม่ใช้สักอย่าง แพ้สินค้าที่มีฟังก์ชันเดียวแต่ถูกใช้ทุกวัน
หลักในการเลือกคือ ฟังก์ชันที่เพิ่มขึ้นต้องสัมพันธ์กับ Routine ของผู้รับ ถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นพนักงานออฟฟิศ อาจให้ความสำคัญกับโต๊ะทำงาน ประชุม และการเดินทาง ถ้าเป็นทีมขาย ให้คิดเรื่องการเดินทาง โทรศัพท์ รถ และการพบลูกค้า ถ้าเป็นนักศึกษา อาจเป็นการพกของ Gadget เครื่องเขียน หรือ Drinkware
สามารถอ่านแนวทางจับคู่สินค้ากับพฤติกรรมผู้รับเพิ่มเติมได้ที่ ไอเดียของพรีเมี่ยมองค์กร 2026–2027 ที่แจกแล้วได้ใช้จริง
- 4. งบเพิ่มซื้อ “ดีไซน์ที่คนยอมใช้ต่อหน้าคนอื่น”
เรื่องนี้สำคัญมากกว่าที่หลายองค์กรคิด เวลาสินค้ามีโลโก้บริษัท คนรับไม่ได้ถามเพียงว่า “ของชิ้นนี้ใช้ได้ไหม” แต่ยังตัดสินด้วยว่า “ฉันอยากถือมันออกไปข้างนอกหรือเปล่า?” ถ้ากระเป๋ามีโลโก้ใหญ่เต็มใบ สีไม่เข้ากับอะไรเลย หรือแก้วดูเหมือนของแจกงานประชุมเมื่อสิบปีก่อน ผู้รับอาจใช้เฉพาะในบ้าน หรือไม่ใช้เลย
จาก PPAI Research: The 5-Second Impact ปี 2025 เกือบ 90% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่าดีไซน์มีผลต่อการตัดสินใจว่าจะเก็บ Promotional Product ไว้หรือไม่ และ 44% ชอบ Branding แบบค่อนข้าง Subtle มากกว่าโลโก้ขนาดใหญ่ที่เด่นมาก
นี่จึงเป็นอีกจุดที่งบ 100 บาทอาจให้พื้นที่กับแบรนด์มากกว่า ไม่ใช่เพราะต้องทำสินค้าหรู แต่เพราะสามารถให้ความสำคัญกับรูปทรง สี ผิวสัมผัส เทคนิคโลโก้ และรายละเอียดเล็ก ๆ ได้มากขึ้น บางครั้งการลดขนาดโลโก้กลับทำให้แบรนด์ถูกเห็นมากกว่า เพราะสินค้าถูกหยิบมาใช้บ่อยขึ้น ถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ สามารถวาง Internal Link ไปที่ พฤติกรรม Gen Z ปี 2026 กับการเลือกของพรีเมี่ยม เพื่อขยายเรื่องดีไซน์ Lifestyle และ Branding แบบไม่ Hard Sell
- 5. ซื้อ Packaging หรือ Presentation ที่ดูเป็น “ของให้” มากกว่า “ของแจก”
งบ 50 บาทมักต้องทุ่มงบส่วนใหญ่ไปที่ตัวสินค้า จึงอาจเหลือพื้นที่ให้ Packaging ไม่มาก แต่เมื่อขยับมาที่ช่วง 100 บาท องค์กรอาจสามารถจัดสรรงบบางส่วนให้กับ
- กล่องกระดาษ
- ซอง
- Card Insert
- Sleeve
- Sticker Seal
- การ์ดขอบคุณ
- QR Code สำหรับ Campaign
- คู่มือสั้น ๆ
- Personalized Message
ได้มากขึ้น ขึ้นอยู่กับราคาสินค้า จำนวนสั่งและรูปแบบผลิตจริง ความแตกต่างนี้สำคัญโดยเฉพาะเมื่อต้องส่งของถึงลูกค้า พนักงานใหม่ หรือคู่ค้า เพราะผู้รับเห็น Packaging ก่อนเห็นสินค้า แต่มีข้อควรระวังอีกด้าน อย่าใช้เงินกับกล่องมากจนคุณภาพของที่อยู่ข้างในลดลง ถ้ามีงบ 100 บาทต่อคน การใช้สินค้า 45 บาทแล้วทุ่ม 55 บาทกับ Packaging อาจไม่เหมาะ หากสุดท้ายกล่องถูกทิ้งทันที แต่ตัวสินค้าต้องอยู่กับผู้รับเป็นปี
ของแจก 50 บาทเหมาะกับงานแบบไหน?
Answer Block: ของแจกบริษัทที่มีงบประมาณประมาณ 50 บาทต่อชิ้น เหมาะกับงานที่ต้องแจกคนจำนวนมาก เน้นการเข้าถึงแบรนด์ในวงกว้าง และต้องควบคุมงบรวม เช่น งานออกบูธ งานสัมมนา Roadshow กิจกรรมเปิดตัวสินค้า หรือแคมเปญที่มีผู้เข้าร่วมหลักร้อยถึงหลักพันคน จุดสำคัญคือเลือกของที่ใช้งานง่าย พกสะดวก และไม่ดูราคาถูกจนกระทบภาพลักษณ์ของแบรนด์
ของแจกงบ 50 บาทไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ แต่จะคุ้มมากเมื่อ “จำนวนผู้รับ” เป็นหนึ่งใน KPI หลักของแคมเปญ เพราะส่วนต่างเพียง 50 บาทต่อชิ้น สามารถกลายเป็นเงินหลายหมื่นบาทได้ทันทีเมื่อสั่งจำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น หากมีผู้เข้าร่วมงาน 1,000 คน การเลือกของแจกชิ้นละ 50 บาทจะใช้งบประมาณค่าสินค้า 50,000 บาท แต่ถ้าเพิ่มเป็นชิ้นละ 100 บาท งบจะเพิ่มเป็น 100,000 บาททันที ยังไม่รวมค่าแพ็กเกจ ค่าพิมพ์เพิ่มเติม หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ดังนั้น ถ้าเป้าหมายของงานคือให้คนจำนวนมากได้มีสิ่งของติดมือกลับไป พร้อมเห็นชื่อหรือโลโก้ของแบรนด์ งบประมาณประมาณ 50 บาทอาจเพียงพอแล้ว โดยเฉพาะงานประเภทต่อไปนี้
- งานออกบูธและงาน Exhibition
งานออกบูธมักมีคนเดินผ่านจำนวนมาก และไม่ใช่ทุกคนจะกลายเป็นลูกค้าทันที ของแจกจึงควรเน้น หยิบง่าย เข้าใจง่าย และใช้ได้จริง มากกว่าการใช้สินค้ามูลค่าสูงกับผู้เข้าชมทุกคน สินค้าที่เหมาะอาจเป็นปากกา พวงกุญแจ กระเป๋าผ้าขนาดเล็ก พัด หรือของใช้ชิ้นเล็กที่ผู้รับสามารถนำกลับไปใช้ต่อได้ ถ้าต้องการควบคุมงบให้ดีขึ้น อาจแบ่งของเป็น 2 ระดับ เช่น ของแจกทั่วไปสำหรับผู้เยี่ยมชม และของที่มีมูลค่าสูงขึ้นสำหรับคนที่ลงทะเบียนหรือมีโอกาสเป็นลูกค้าจริง
- งานสัมมนาและอบรม
ในงานสัมมนาที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ของแจกไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่ควรสัมพันธ์กับกิจกรรม เช่น สมุด ปากกา กระเป๋าเอกสาร หรือของใช้บนโต๊ะทำงาน ข้อดีของสินค้ากลุ่มนี้คือผู้รับสามารถเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ในงาน ทำให้โลโก้และแบรนด์มีโอกาสถูกมองเห็นทันที โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบเพื่อเลือกของที่มีฟังก์ชันซับซ้อนเกินความจำเป็น
- Roadshow และกิจกรรมส่งเสริมการขาย
หากต้องจัดกิจกรรมหลายสาขา หลายจังหวัด หรือหลายรอบ จำนวนของแจกมักสูงกว่างานทั่วไป การควบคุมราคาต่อชิ้นจึงมีผลกับงบรวมอย่างมาก ของแจกประมาณ 50 บาทที่ขนาดไม่ใหญ่ น้ำหนักเบา และจัดส่งง่าย จะช่วยลดทั้งต้นทุนสินค้าและต้นทุนด้าน Logistics
- งานเปิดตัวสินค้าและกิจกรรมสร้าง Awareness
ถ้าเป้าหมายหลักคือทำให้คนรู้จักสินค้าใหม่หรือแบรนด์ใหม่ การกระจายของแจกให้ถึงคนจำนวนมากอาจสำคัญกว่าการเพิ่มมูลค่าของแต่ละชิ้น ในกรณีนี้ สามารถเลือกของราคาไม่สูง แต่ใช้สี รูปทรง และการสกรีนโลโก้ให้สอดคล้องกับ Key Visual ของแคมเปญ เพื่อให้ของดูมีดีไซน์โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนมาก
- ของแจกพนักงานในกิจกรรมภายในขนาดใหญ่
กิจกรรม Sports Day, Town Hall, Training หรือกิจกรรมประจำปีที่มีพนักงานจำนวนมาก ก็เป็นอีกกรณีที่งบประมาณประมาณ 50 บาทสามารถใช้งานได้ดี โดยเฉพาะถ้าของแจกเป็นส่วนเสริมของกิจกรรม ไม่ใช่ของขวัญหลัก สิ่งสำคัญคือหลีกเลี่ยงการเลือกของเพียงเพราะ “ราคาถูกที่สุด” เพราะถ้าสินค้าคุณภาพต่ำจนใช้งานไม่ได้ ของแจกชิ้นนั้นก็แทบไม่สร้างคุณค่าให้แบรนด์เลย หลักง่าย ๆ คือ หากต้องแจกกว้าง ให้รักษาคุณภาพขั้นต่ำที่ดี และเลือกฟังก์ชันที่คนเข้าใจได้ทันที ของราคา 50 บาทที่ถูกหยิบใช้ต่อจริง ยังมีคุณค่ามากกว่าของ 100 บาทที่ถูกวางทิ้งไว้หลังจบงาน
ของแจก 100 บาทเหมาะกับงานแบบไหน?
Answer Block: ของแจกบริษัทที่มีงบประมาณประมาณ 100 บาทต่อชิ้น เหมาะกับงานที่ต้องการมากกว่าแค่การแจกให้ครบจำนวน เช่น ต้องการให้ผู้รับใช้สินค้าต่อในชีวิตประจำวัน สร้างความรู้สึกขอบคุณ หรือช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ เหมาะกับลูกค้าเก่า พนักงาน คู่ค้า สมาชิก Loyalty Program และแคมเปญที่คัดกลุ่มผู้รับไว้แล้ว
เมื่อขยับงบจากประมาณ 50 บาทมาอยู่ที่ 100 บาท จุดสำคัญไม่ใช่แค่การได้ “ของที่แพงขึ้น” แต่คือการมีตัวเลือกมากขึ้นทั้งด้านวัสดุ ฟังก์ชัน รูปทรง ดีไซน์ และรายละเอียดของงานสกรีน ทำให้สามารถเลือกสินค้าให้เหมาะกับผู้รับได้เฉพาะเจาะจงกว่าเดิม งบระดับนี้จึงเหมาะกับงานที่ คุณภาพของประสบการณ์สำคัญกว่าจำนวนคนที่ได้รับของ
- ของขวัญสำหรับลูกค้าเก่า
ลูกค้าเก่าเป็นกลุ่มที่รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้เห็นโลโก้อีกครั้ง แต่เป็นการสร้างความรู้สึกว่าแบรนด์ยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เดิม ของแจกประมาณ 100 บาทสามารถเปิดทางให้เลือกสินค้าที่ดูดีขึ้น ใช้งานได้นานขึ้น และมีความเป็น Lifestyle มากขึ้น เช่น กระบอกน้ำ แก้วน้ำ กระเป๋า หรืออุปกรณ์บนโต๊ะทำงานที่ผู้รับสามารถหยิบใช้ต่อได้จริง หากต้องการดูแนวทางเลือกของให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม สามารถอ่านต่อได้ที่ ไอเดียของพรีเมี่ยมองค์กร 2026–2027 ที่แจกแล้วได้ใช้จริง
- ของแจกพนักงานและกิจกรรมภายในองค์กร
สำหรับพนักงาน ของแจกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนความใส่ใจขององค์กรได้ด้วย หากเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แก้วน้ำ กระบอกน้ำ กระเป๋า หรือของใช้บนโต๊ะทำงาน การเพิ่มงบเพื่อให้วัสดุดีขึ้น แข็งแรงขึ้น หรือใช้งานสะดวกขึ้น อาจคุ้มกว่าการเลือกของที่ราคาต่ำแต่ต้องเปลี่ยนบ่อย โดยเฉพาะกิจกรรมอย่าง Anniversary, Employee Appreciation, Welcome Kit หรือของขวัญปลายปี งบประมาณประมาณ 100 บาทจะมีพื้นที่ให้เลือกสินค้าได้หลากหลายกว่างาน Mass Giveaway
- ของสำหรับคู่ค้าและ Partner
เมื่อผู้รับเป็น Supplier, Dealer, Partner หรือแขกขององค์กร ความเรียบร้อยของสินค้าและ Presentation มักมีความสำคัญมากขึ้น งบที่เพิ่มขึ้นสามารถนำไปใช้กับรายละเอียดที่ช่วยให้ของดูสมบูรณ์ขึ้น เช่น กล่อง ซอง การ์ดขอบคุณ หรือการจัดวางโลโก้แบบเรียบและดูเป็นมืออาชีพ ในกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเลือกของที่ดูหรูที่สุด แต่ควรเลือกของที่ เหมาะกับบริบททางธุรกิจและใช้งานได้จริง
- ของสำหรับ Qualified Lead
ในงานออกบูธหรือ Exhibition ไม่จำเป็นต้องแจกของ 100 บาทให้ผู้เข้าชมทุกคน อีกวิธีหนึ่งคือใช้สินค้าราคาประหยัดสำหรับผู้ร่วมงานทั่วไป และเก็บของงบประมาณ 100 บาทไว้สำหรับคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าจริง เช่น คนที่ลงทะเบียน ทดลองสินค้า นัดหมายกับฝ่ายขาย หรือผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ วิธีนี้ทำให้ของแจกกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Marketing Funnel มากขึ้น และช่วยควบคุมงบโดยไม่ต้องลดคุณภาพของของที่มอบให้กลุ่มสำคัญ
- แคมเปญ Loyalty หรือ Membership
ถ้าแบรนด์มีระบบสมาชิก ของแจกสามารถใช้เป็น Reward เพื่อกระตุ้นการกลับมาซื้อซ้ำหรือรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ในกรณีนี้ สินค้าควรมีความน่าใช้มากพอที่ผู้รับรู้สึกว่า “อยากได้” ไม่ใช่แค่รับไว้เพราะแจกฟรี งบประมาณประมาณ 100 บาทจึงเหมาะกับการเลือกสินค้าที่ดูเป็นของใช้จริงมากขึ้น และสามารถออกแบบให้เชื่อมกับ Character หรือ Lifestyle ของแบรนด์ได้
- แคมเปญที่ต้องการให้คนถ่ายรูปหรือแชร์ลง Social Media
ถ้าเป้าหมายคืออยากให้ผู้รับนำสินค้าไปถ่ายภาพ ทำ UGC หรือแชร์ต่อบน Social Media ดีไซน์จะมีผลมากขึ้น ของที่ดูดีในภาพ สีสวย รูปทรงทันสมัย หรือมี Packaging ที่เข้ากับ Campaign จะมีโอกาสถูกนำไปสร้าง Content มากกว่าของแจกทั่วไป กรณีนี้เงินที่เพิ่มขึ้นจึงอาจไม่ได้ไปอยู่ที่ “ฟังก์ชัน” เพียงอย่างเดียว แต่ไปอยู่ที่ Design, Material และ Presentation ด้วย
- ของขวัญเทศกาลและของขวัญปลายปี
ช่วงปีใหม่ วันครบรอบบริษัท หรือเทศกาลสำคัญ ผู้รับมักได้รับของจากหลายแบรนด์พร้อมกัน หากต้องการให้ของของบริษัทไม่กลืนไปกับของชิ้นอื่น การเพิ่มงบขึ้นเล็กน้อยอาจช่วยให้เลือกสินค้าที่แตกต่างขึ้น หรือจัดเป็น Gift Set ขนาดเล็กได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเพิ่มงบเพียงเพื่อทำให้ของดูแพง สิ่งสำคัญกว่ายังคงเป็นความเหมาะสมกับผู้รับและโอกาสที่จะถูกใช้งานจริง
สรุปง่าย ๆ คือ งบประมาณ 100 บาทเหมาะเมื่อ “คุณค่าต่อผู้รับ” สำคัญกว่า “จำนวนผู้รับ”
ถ้าเป้าหมายคือแจกให้คนหลักพันเห็นแบรนด์ งบ 50 บาทอาจตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเป็นลูกค้า พนักงาน คู่ค้า หรือกลุ่มที่องค์กรต้องการรักษาความสัมพันธ์ การเพิ่มงบขึ้นมาเพื่อเลือกของที่ดูดี ใช้ได้นาน และเหมาะกับผู้รับมากขึ้น ก็มีเหตุผลมากกว่า
วิธีตัดสินใจว่า “ควรเพิ่มงบจาก 50 เป็น 100 บาทไหม?”
ลองให้คะแนนคำถามต่อไปนี้
| คำถาม | ถ้าใช่ | ถ้าไม่ใช่ |
|---|---|---|
| ผู้รับเป็นกลุ่มที่องค์กรมีความสัมพันธ์อยู่แล้วหรือไม่? | มีเหตุผลเพิ่มงบ | งบ 50 อาจเพียงพอ |
| ต้องการให้ใช้ของนานกว่า 3–6 เดือนหรือไม่? | เน้นคุณภาพเพิ่ม | เน้น Reach ได้ |
| สินค้าราคา 50 บาทคุณภาพยังไม่ผ่านหรือไม่? | ควรลองรุ่นสูงขึ้น | ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม |
| ผู้รับมีจำนวนจำกัดและระบุตัวได้หรือไม่? | เพิ่มคุณค่าต่อชิ้นได้ | ควรคุม Cost per Reach |
| ดีไซน์เป็นส่วนสำคัญของ Campaign หรือไม่? | เพิ่มงบด้านดีไซน์ได้ | ไม่จำเป็น |
| ต้องถ่าย Content / UGC หรือไม่? | Presentation สำคัญ | Utility สำคัญกว่า |
| มี Budget สำหรับ Packaging หรือไม่? | อาจเพิ่ม Experience | ลงที่สินค้าแทน |
| KPI คือ Usage/Retention หรือไม่? | งบสูงขึ้นอาจเหมาะ | ถ้าเน้น Awareness ไม่จำเป็น |
ทำไมแนวคิด “แจกน้อยลง แต่ดีขึ้น” เริ่มน่าสนใจ?
ข้อมูลจาก PPAI Research ปี 2026 เรื่องพฤติกรรมการเก็บ Branded Merchandise พบว่า 66% ของผู้ตอบแบบสำรวจชอบได้รับสินค้าจำนวนน้อยแต่คุณภาพสูง เทียบกับเพียง 20% ที่ชอบสินค้าเยอะขึ้นแต่ต้นทุนต่ำกว่า
อีกชุดข้อมูลจาก PPAI Research: New Year, New-ish Trends ปี 2026 พบว่าเมื่อผู้ซื้อองค์กรต้องลดงบ 60% เลือกลดจำนวนสินค้าเป็นอันดับแรก ขณะที่มีเพียง 11% ที่ลดระดับการ Customize
นี่เป็นสัญญาณที่น่าสนใจสำหรับฝ่ายจัดซื้อ ในอดีตสมการอาจเป็น มีงบ 100,000 บาท → ทำอย่างไรให้ได้ของมากที่สุด แต่ปัจจุบันควรมีอีกคำถามควบคู่กันว่า มีงบ 100,000 บาท → ทำอย่างไรให้ได้จำนวนของที่ “ถูกใช้จริง” มากที่สุด สองโจทย์นี้ให้คำตอบไม่เหมือนกัน
7 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเลือกระหว่างของแจก 50 กับ 100 บาท
Answer Block: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดไม่ได้อยู่ที่เลือกงบ 50 หรือ 100 บาทผิด แต่อยู่ที่ใช้ “ราคาต่อชิ้น” เป็นเกณฑ์หลักเพียงอย่างเดียว โดยไม่ดูว่าผู้รับเป็นใคร ของจะถูกใช้จริงไหม มีค่าใช้จ่ายแฝงหรือไม่ และเป้าหมายของแคมเปญคือ Reach, Usage หรือ Relationship เพราะของที่ถูกกว่าอาจคุ้มกว่าในบางงาน ขณะที่บางกรณีการเพิ่มงบเล็กน้อยกลับช่วยให้สินค้าถูกใช้ต่อได้นานขึ้น
- 1. คิดว่าของ 100 บาทต้องดีกว่าของ 50 บาทเสมอ
ราคาที่สูงขึ้นอาจทำให้มีตัวเลือกเรื่องวัสดุ ฟังก์ชัน หรือดีไซน์มากขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าสินค้าจะเหมาะกับผู้รับมากกว่าเสมอไป ตัวอย่างเช่น ของราคา 100 บาทที่มีหลายฟังก์ชันแต่ใช้งานยุ่งยาก อาจถูกเก็บเข้าลิ้นชักตั้งแต่วันแรก ขณะที่ของราคา 50 บาทที่หยิบใช้ได้ทุกวันกลับสร้างการมองเห็นแบรนด์ได้มากกว่า ก่อนเพิ่มงบจึงควรถามว่า เงินที่เพิ่มขึ้นทำให้สินค้า “น่าใช้ขึ้น” ตรงไหน ถ้าตอบไม่ได้ชัดเจน ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะจ่ายเพิ่ม
- 2. เลือกจากราคาต่อชิ้น แต่ไม่ดูต้นทุนพร้อมแจกจริง
ราคาหน้าแคตตาล็อกไม่ใช่ต้นทุนสุดท้ายเสมอไป เพราะงานของพรีเมี่ยมอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าสกรีนหลายสี ค่าทำบล็อก ค่ากล่อง ค่าบรรจุ ค่าการ์ด หรือค่าจัดส่ง สินค้าราคา 48 บาทอาจกลายเป็น 65 บาทเมื่อพร้อมแจก ขณะที่สินค้าอีกชิ้นราคา 75 บาทอาจรวมงานสกรีนพื้นฐานไว้แล้ว และมีต้นทุนจริงต่างกันไม่มาก เวลาขอใบเสนอราคา จึงควรเปรียบเทียบด้วยคำถามว่า “ราคาสุทธิต่อชิ้นเมื่อพร้อมแจกแล้วเท่าไร?” มากกว่าดูเฉพาะราคาตัวสินค้า
- 3. เพิ่มงบไปที่ Packaging มากกว่าคุณภาพสินค้า
กล่องหรือแพ็กเกจสวยช่วยสร้าง First Impression ได้จริง แต่หลังเปิดกล่องแล้ว สิ่งที่ผู้รับต้องใช้งานต่อคือ “ตัวสินค้า” ถ้างบ 100 บาทถูกแบ่งไปทำกล่องจนเหลืองบสำหรับสินค้าน้อยเกินไป อาจทำให้ได้ของที่ดูดีในวันแรก แต่ใช้งานไม่ดีในระยะยาว วิธีคิดที่เหมาะกว่าคือจัดลำดับก่อนว่า คุณภาพสินค้า → การใช้งาน → Branding → Packaging ยกเว้นแคมเปญที่ประสบการณ์ Unboxing เป็นเป้าหมายหลักจริง ๆ
- 4. ทำโลโก้ใหญ่เกินไปเพราะอยากให้คนเห็นแบรนด์ชัด
โลโก้ใหญ่ไม่ได้แปลว่าจะสร้าง Brand Exposure ได้มากกว่าเสมอไป ถ้าดีไซน์ดูเหมือนสื่อโฆษณามากเกินไป ผู้รับอาจไม่อยากหยิบของชิ้นนั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกระเป๋า แก้วน้ำ เสื้อ หรือของที่ต้องพกออกนอกบ้าน ข้อมูลจาก PPAI Research: The 5-Second Impact ปี 2025 พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสำรวจชอบ Branding ที่ค่อนข้าง Subtle มากกว่าโลโก้ที่เด่นมาก สำหรับองค์กรจึงควรคิดว่า “ทำอย่างไรให้คนใช้ของที่มีโลโก้เราได้นานที่สุด” มากกว่า “ทำอย่างไรให้โลโก้ใหญ่ที่สุด”
- 5. แจกของเหมือนกันทุกกลุ่มโดยไม่แบ่งผู้รับ
คนเดินผ่าน Booth ลูกค้าเก่า พนักงาน Partner และ VIP มีความสัมพันธ์กับแบรนด์ต่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องใช้ของในระดับราคาเดียวกันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ผู้เข้าร่วมทั่วไปอาจได้รับของประมาณ 30–50 บาท Qualified Lead อาจได้รับของประมาณ 80–100 บาท ลูกค้าสำคัญอาจใช้ Budget อีกระดับหนึ่ง การแบ่ง Tier แบบนี้ช่วยให้งบสัมพันธ์กับความสำคัญของแต่ละกลุ่ม และลดปัญหาจ่ายแพงเกินไปให้กับกลุ่มที่ยังไม่มีความสัมพันธ์กับแบรนด์มากนัก
- 6. เพิ่มฟังก์ชันเยอะ แต่ไม่ได้ถามว่าคนจะใช้จริงไหม
สินค้าที่มีหลายฟังก์ชันมักดูน่าสนใจในใบเสนอราคา เช่น เป็นทั้งขาตั้งโทรศัพท์ ที่ใส่บัตร และอุปกรณ์เสริมในชิ้นเดียว แต่ถ้าผู้รับไม่ใช้ฟังก์ชันเหล่านั้น งบที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่ม วิธีเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือดู Routine ของผู้รับก่อน เช่น พนักงานออฟฟิศใช้โต๊ะทำงานและประชุมบ่อย ทีมขายเดินทางและใช้โทรศัพท์ตลอดวัน ผู้ร่วมสัมมนาต้องจดโน้ตและพกเอกสาร ลูกค้า Lifestyle อาจใช้แก้ว กระบอกน้ำ หรือกระเป๋าเป็นประจำ ฟังก์ชันที่ดีไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่ต้องตรงกับชีวิตจริงของคนรับ
- 7. แจกเสร็จแล้วไม่วัดผล ทำให้ปีหน้ากลับมาเดางบใหม่อีกครั้ง
หลายบริษัทซื้อของแจกทุกปี แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสินค้าชิ้นไหนถูกใช้จริง ชิ้นไหนถูกทิ้ง หรือผู้รับชอบอะไร เมื่อไม่มีข้อมูล การวางงบปีต่อไปจึงมักกลับมาเริ่มที่คำถามเดิมว่า “ปีนี้เอาของประมาณ 50 หรือ 100 บาทดี?” ลองเก็บข้อมูลหลังแจกแบบง่าย ๆ เช่น
- หลัง 30 วันยังใช้สินค้าอยู่หรือไม่
- ชอบหรือไม่ชอบอะไร
- ของชิ้นนี้มีประโยชน์กับชีวิตประจำวันหรือไม่
- อยากได้สินค้าประเภทไหนในครั้งต่อไป
- มีการสแกน QR หรือกลับเข้าเว็บไซต์จาก Campaign หรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้องค์กรเริ่มวัด Cost per Active User ได้ แทนที่จะวัดเพียง Cost per Piece ท้ายที่สุด ความผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดคือการถามแค่ว่า “50 บาทหรือ 100 บาท แบบไหนดีกว่า?” คำถามที่แม่นกว่าคือ “งบระดับไหนทำให้ของชิ้นนี้มีโอกาสถูกใช้จริงมากที่สุด โดยยังเหมาะกับจำนวนผู้รับและเป้าหมายของงาน?” เมื่อเปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้ การเลือกงบจะไม่ใช่เรื่องของ “ถูกหรือแพง” อีกต่อไป แต่กลายเป็นการจัดสรรงบให้สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการจริง ๆ
FAQ ของแจกบริษัท 50 บาท vs 100 บาท
Q : ของแจกบริษัท 50 บาทมีอะไรบ้าง?
A : ของงบประมาณประมาณ 50 บาทสามารถเลือกได้หลายกลุ่ม เช่น ปากกา พัด พวงกุญแจ ผ้าไมโครไฟเบอร์ ถุงบางประเภท ของใช้บนโต๊ะทำงาน และสินค้าขนาดเล็ก โดยราคาจริงขึ้นอยู่กับจำนวน วัสดุ สกรีน และเงื่อนไขของแต่ละรุ่น ควรขอใบเสนอราคาตามจำนวนจริงก่อนตัดสินใจ
Q : เพิ่มงบจาก 50 เป็น 100 บาทคุ้มไหม?
A : คุ้มเมื่อเงินที่เพิ่มทำให้สินค้าใช้งานดีขึ้น ทนขึ้น เหมาะกับผู้รับมากขึ้น หรือช่วยยกระดับประสบการณ์รับของอย่างชัดเจน หากสินค้า 50 บาทเดิมตอบโจทย์อยู่แล้ว การเพิ่มงบเพียงเพื่อเลือกของราคาแพงขึ้นอาจไม่จำเป็น
Q : ของแจก 100 บาทเหมาะกับใคร?
A :เหมาะกับพนักงาน ลูกค้าปัจจุบัน สมาชิก ลูกค้าที่ผ่านการคัด Lead แล้ว หรือแคมเปญที่ต้องการของใช้ระยะยาว เพราะกลุ่มเหล่านี้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับแบรนด์ต่อหลังจบกิจกรรม
Q : ควรแจกของราคาถูกหลายชิ้นหรือของดีชิ้นเดียว?
A : ให้ดูพฤติกรรมผู้รับเป็นหลัก ถ้าสินค้าหลายชิ้นทำงานร่วมกัน เช่น สมุดกับปากกา ก็สามารถมีประโยชน์ได้ แต่ถ้าหลายชิ้นเป็นเพียงของจุกจิก การรวมงบไปที่ของหนึ่งชิ้นที่ใช้งานจริงอาจมีโอกาสถูกเก็บไว้นานกว่า ข้อมูล PPAI Research ปี 2026 พบว่า 66% ของผู้ตอบแบบสำรวจในสหรัฐฯ ชอบของจำนวนน้อยแต่คุณภาพสูง เทียบกับ 20% ที่เลือกของจำนวนมากแต่ราคาต่ำกว่า
Q : สั่งของแจกบริษัทขั้นต่ำกี่ชิ้น?
A : ขึ้นอยู่กับสินค้าและรูปแบบการผลิต สินค้าสต็อกหลายรุ่นสามารถเริ่มได้ในระดับประมาณ 100 ชิ้น ขณะที่งานผลิตใหม่ งานขึ้นรูป หรืองานนำเข้าอาจมี MOQ สูงกว่า จึงควรตรวจจำนวนขั้นต่ำของรุ่นที่สนใจก่อนทุกครั้ง
กำลังมองหา ของแจกบริษัทในงบ 50–100 บาท ที่เหมาะกับจำนวนและกลุ่มผู้รับ? ให้ Buddy Premium ช่วยคัดสินค้าและแนะนำตัวเลือกที่เหมาะกับงบ พร้อมบริการสกรีนโลโก้องค์กร เพื่อให้ได้ของแจกที่ดูดี ใช้จริง และคุมงบได้ง่ายขึ้น
ยุคAI แต่ลูกค้ายังต้องการ “ประสบการณ์จริง”โอกาสของของพรีเมี่ยม


