สั่งทำของขวัญองค์กร ต้อง เสียภาษี อะไรบ้าง?
สั่งทำของขวัญองค์กร ต้อง เสียภาษี อะไรบ้าง? การสั่งทำของขวัญองค์กร หรือของพรีเมี่ยมสกรีนโลโก้ กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่หลายบริษัทนิยมใช้ ทั้งในรูปแบบของแจกงานอีเวนต์ ของขวัญปีใหม่ลูกค้า Gift Set สำหรับพนักงาน หรือของสมนาคุณเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพราะนอกจากช่วยเพิ่มการจดจำแบรนด์แล้ว ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมืออาชีพและทำให้ลูกค้ารู้สึกเข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระบอกน้ำสกรีนโลโก้ แก้วเก็บความเย็น ร่มพรีเมี่ยม Power Bank หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ก็ล้วนถูกนำมาใช้ในงานการตลาดขององค์กรแทบทุกขนาด
แต่สิ่งที่หลายธุรกิจ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการ SME ฝ่ายจัดซื้อ หรือคนที่สั่งผลิตของพรีเมี่ยมครั้งแรกมักสงสัย คือ ของพรีเมี่ยมต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? ซื้อสินค้าแล้วเคลม VAT ได้หรือไม่? แจกฟรีลูกค้าต้องเสีย VAT ไหม? รวมถึงกรณีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างจีน ต้องเสียภาษีนำเข้า อากร หรือภาษีเพิ่มเติมอะไรอีกหรือเปล่า เพราะแม้จะเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน แต่ “วัตถุประสงค์ในการใช้งาน” และ “เอกสารทางภาษี” สามารถทำให้ผลทางบัญชีแตกต่างกันได้ทันที บางกรณีสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่บางกรณีกลับเสี่ยงถูกตีเป็นภาษีซื้อต้องห้ามโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้จะพาไปสรุปแบบครบทุกมุมเกี่ยวกับการ เสียภาษี ของของขวัญองค์กร ทั้ง VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีนำเข้า วิธีคำนวณ VAT พร้อมตัวอย่างจริง รวมถึงเทคนิคทำให้ของพรีเมี่ยมสามารถใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้อย่างถูกต้อง เพื่อช่วยให้ทั้งองค์กร B2B, B2C และผู้ที่กำลังเริ่มสั่งทำของพรีเมี่ยม เข้าใจต้นทุนภาษีได้ชัดเจนมากขึ้น และวางแผนงบประมาณได้อย่างคุ้มค่าก่อนเริ่มสั่งผลิตจริง
ของขวัญองค์กร คืออะไรในมุมบัญชีและภาษี?
ในโลกธุรกิจ “ของขวัญองค์กร” หรือ Corporate Gift ไม่ได้เป็นเพียงของแจกเพื่อสร้างความประทับใจเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องบัญชี ภาษี และต้นทุนทางธุรกิจโดยตรง หลายองค์กรใช้ของพรีเมี่ยมเป็นเครื่องมือในการสร้างการจดจำแบรนด์ รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า และช่วยสนับสนุนภาพลักษณ์ของบริษัทในระยะยาว
ในทางบัญชี ของขวัญองค์กรส่วนใหญ่มักถูกจัดอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยสร้างรายได้หรือส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาดของบริษัท หากสามารถอธิบายวัตถุประสงค์การใช้งานได้อย่างชัดเจน ก็มีโอกาสนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้
ของขวัญองค์กร ถูกจัดอยู่ในค่าใช้จ่ายประเภทไหน? โดยทั่วไป ของขวัญองค์กรสามารถถูกบันทึกอยู่ในหลายหมวด ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานจริง เช่น
- ค่าใช้จ่ายทางการตลาด
- ค่าส่งเสริมการขาย
- ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์
- ของสมนาคุณลูกค้า
- ของแจกงานอีเวนต์
- ของขวัญปีใหม่สำหรับลูกค้า
- ของขวัญหรือสวัสดิการสำหรับพนักงาน
หลายบริษัทเลือกใช้การ “สกรีนโลโก้” ลงบนสินค้า เพื่อช่วยให้ของพรีเมี่ยมมีความเชื่อมโยงกับแบรนด์มากขึ้น และช่วยสนับสนุนมุมมองทางภาษีว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อธุรกิจจริง ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว
ของขวัญองค์กร ลดหย่อนภาษีได้ไหม?
แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเพียง “ของแจก” แต่ในความเป็นจริง ของขวัญองค์กรจำนวนมากสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทเพื่อลดหย่อนภาษีได้ หากมีเอกสารประกอบถูกต้องและสามารถพิสูจน์ได้ว่าใช้เพื่อกิจกรรมทางธุรกิจจริง
เอกสารสำคัญที่ควรมี ได้แก่
- ใบกำกับภาษีเต็มรูป
- รายการสั่งซื้อสินค้า
- หลักฐานการโอนเงินหรือชำระเงิน
- เอกสารเบิกจ่ายสินค้า
- รายชื่อผู้รับ หรือหลักฐานการแจกสินค้า
- ภาพกิจกรรมหรือการใช้งานจริง
หากเป็นสินค้าที่มีการสกรีนโลโก้บริษัท ชื่อแบรนด์ หรือข้อความประชาสัมพันธ์ ก็จะยิ่งช่วยสนับสนุนว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการตลาดและส่งเสริมธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้น
สั่งทำของพรีเมี่ยม ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
| ประเภทภาษี | เกี่ยวข้องเมื่อ | ใครจ่าย |
|---|---|---|
| VAT 7% | ซื้อสินค้าในไทย | ผู้ซื้อ |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ใช้เป็นค่าใช้จ่ายบริษัท | บริษัท |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่าย | บางกรณีเป็นค่าบริการ | ผู้ว่าจ้าง |
| ภาษีนำเข้า | สั่งผลิตต่างประเทศ | ผู้นำเข้า |
| อากรศุลกากร | นำเข้าสินค้า | ผู้นำเข้า |
VAT ของของพรีเมี่ยม คิดยังไง?
เมื่อบริษัทสั่งผลิตของพรีเมี่ยมในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกระบอกน้ำสกรีนโลโก้ แก้วเก็บความเย็น ร่มพรีเมี่ยม หรือ Power Bank โดยทั่วไปผู้ขายจะคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% เพิ่มจากราคาสินค้า ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่บริษัทต้องชำระให้กับผู้ขายก่อนในขั้นตอนการซื้อสินค้า
อย่างไรก็ตาม หากบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Registered) และการซื้อสินค้านั้นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางธุรกิจจริง บริษัทอาจสามารถนำ VAT ส่วนนี้ไปใช้เป็น “ภาษีซื้อ” เพื่อเครดิตภาษีได้ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร
ตัวอย่างการคำนวณ VAT ของของพรีเมี่ยม
สมมติว่าบริษัทสั่งผลิตแก้วเก็บความเย็นจำนวน 500 ใบ เพื่อใช้เป็นของขวัญลูกค้าช่วงปลายปี
รายละเอียดราคา เช่น
- ราคาสินค้า = 50,000 บาท
- VAT 7% = 3,500 บาท
- รวมสุทธิ = 53,500 บาท
ในกรณีนี้ บริษัทจะต้องชำระยอดเต็มจำนวน 53,500 บาทให้กับผู้ขายก่อน จากนั้นจึงนำ VAT จำนวน 3,500 บาท ไปใช้เป็นเครดิตภาษีซื้อได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม
สูตรคำนวณ VAT ของของพรีเมี่ยม
สูตรคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแบบพื้นฐาน คือ
VAT=ราคาสินค้า×0.07VAT = ราคาสินค้า \times 0.07VAT=ราคาสินค้า×0.07
เช่น หากสั่งผลิตของพรีเมี่ยมราคา 10,000 บาท
VAT ที่ต้องจ่าย คือ 10,000×0.07=700
ดังนั้นยอดสุทธิที่ต้องชำระจะเท่ากับ 10,700 บาท
ของพรีเมี่ยมแบบไหน สามารถใช้เครดิต VAT ได้?
โดยทั่วไป ของพรีเมี่ยมที่ใช้เพื่อกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การตลาด การส่งเสริมการขาย หรือการประชาสัมพันธ์องค์กร มักมีโอกาสนำ VAT ไปเครดิตภาษีซื้อได้ โดยเฉพาะสินค้าที่มีการสกรีนโลโก้บริษัทหรือใช้แจกในกิจกรรมทางการตลาดอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น
- กระบอกน้ำสกรีนโลโก้แจกงานอีเวนต์
- แก้วเก็บความเย็นสำหรับลูกค้า VIP
- ร่มพรีเมี่ยมแจกในงานสัมมนา
- Gift Set ปีใหม่สำหรับคู่ค้า
- Power Bank หรือแท่นชาร์จไร้สายที่ใช้โปรโมตแบรนด์
ยิ่งมีหลักฐานว่าใช้เพื่อธุรกิจจริง ก็ยิ่งช่วยสนับสนุนการใช้สิทธิทางภาษีได้ง่ายขึ้น
เอกสารสำคัญที่ควรมีสำหรับใช้เครดิต VAT
หากบริษัทต้องการนำ VAT ของของพรีเมี่ยมไปใช้เป็นภาษีซื้อ ควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เช่น
- ใบกำกับภาษีเต็มรูป
- รายละเอียดสินค้าและจำนวน
- หลักฐานการชำระเงิน
- เอกสารสั่งซื้อ
- ภาพกิจกรรมหรือหลักฐานการแจกสินค้า
- รายชื่อผู้รับ หรือเอกสารประกอบกิจกรรมทางการตลาด
การมีเอกสารครบจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตีความว่าเป็น “รายจ่ายส่วนตัว” หรือ “ภาษีซื้อต้องห้าม” ในอนาคต
“ภาษีซื้อต้องห้าม” คืออะไร? ทำไมหลายบริษัทซื้อของแล้วเคลม VAT ไม่ได้
“ภาษีซื้อต้องห้าม” คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ธุรกิจไม่มีสิทธินำไปเครดิตภาษี หรือใช้ขอลดภาษีได้ แม้ว่าบริษัทจะเป็นคนจ่าย VAT ไปจริงตอนซื้อสินค้าหรือบริการก็ตาม
พูดง่าย ๆ คือ บริษัทจ่าย VAT ให้ร้านค้าเรียบร้อยแล้ว แต่กรมสรรพากรมองว่า VAT ก้อนนั้น “ไม่เข้าเงื่อนไข” สำหรับนำมาใช้ลดภาระภาษีของกิจการ จึงไม่สามารถนำไปเครดิตภาษีซื้อได้
เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในจุดที่หลายบริษัทเข้าใจผิด โดยเฉพาะเวลาสั่งซื้อของพรีเมี่ยม ของขวัญองค์กร หรือสินค้าสำหรับแจก เพราะคิดว่า “มี VAT = ใช้เครดิตภาษีได้ทุกกรณี” ทั้งที่ในความจริงไม่เสมอไป
ทำไมบางบริษัทซื้อของแล้วเคลม VAT ไม่ได้?
สาเหตุหลักเกิดจากสรรพากรมองว่าสินค้าหรือบริการนั้น “ไม่ได้ใช้เพื่อกิจการโดยตรง” หรือมีลักษณะเป็นการใช้ส่วนตัวมากเกินไป จึงเข้าข่ายภาษีซื้อต้องห้าม
แม้บริษัทจะมีใบกำกับภาษีครบ แต่ถ้าลักษณะการใช้งานไม่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ก็อาจถูกปฏิเสธสิทธิในการเครดิต VAT ได้
ตัวอย่างภาษีซื้อต้องห้ามที่พบบ่อย กรณีที่พบได้บ่อย เช่น
- ซื้อของไปใช้ส่วนตัวของผู้บริหาร
- ซื้อสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
- ซื้อของแจก แต่ไม่มีหลักฐานการใช้งานจริง
- ไม่มีเอกสารประกอบครบถ้วน
- ไม่มีใบกำกับภาษีเต็มรูป
- ซื้อสินค้าจากร้านที่ไม่ได้จด VAT
- ใช้ชื่อบุคคลแทนชื่อบริษัทในใบกำกับภาษี
ตัวอย่างเช่น บริษัทซื้อโทรศัพท์ราคาแพงให้ผู้บริหารใช้งานส่วนตัว หรือซื้อของขวัญที่ไม่มีโลโก้ ไม่มีเอกสารแจกสินค้า และไม่สามารถอธิบายวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ชัดเจน สรรพากรอาจตีความว่าไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการ
FAQ เกี่ยวกับภาษีของขวัญองค์กร
Q : ของพรีเมี่ยมเคลม VAT ได้ไหม?
A : ได้ หากใช้เพื่อกิจการบริษัทและมีใบกำกับภาษีเต็มรูปถูกต้อง
Q : แจกของลูกค้าต้องเสีย VAT ไหม?
A : บางกรณีอาจเข้าข่าย VAT แต่หากเป็นการส่งเสริมการขายมักสามารถบริหารภาษีได้
Q : ซื้อของพรีเมี่ยมต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม?
A : ถ้าเป็นการซื้อสินค้าโดยทั่วไปมักไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย
Q : สั่งของจากจีนต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
A : มักมีภาษีนำเข้า อากรศุลกากร และ VAT 7% ตอนนำเข้า
Q : ของขวัญปีใหม่บริษัทลดหย่อนภาษีได้ไหม?
A : ได้ หากเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการและมีเอกสารครบ
Q : ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร?
A : คือ VAT ที่จ่ายไปแล้วแต่ไม่สามารถนำมาเครดิตภาษีได้
Q : ของพรีเมี่ยมไม่มีโลโก้ เคลมภาษีได้ไหม?
A : ทำได้ในบางกรณี แต่มีความเสี่ยงถูกตรวจสอบมากกว่าแบบมีโลโก้บริษัท
Q : ใบกำกับภาษีสำคัญแค่ไหน?
A : สำคัญมาก เพราะหากไม่มีใบกำกับภาษีเต็มรูป อาจเคลม VAT ไม่ได้
Q : นำเข้าสินค้าพรีเมี่ยมเองคุ้มไหม?
A : อาจต้นทุนถูกกว่า แต่ต้องคำนวณภาษีและค่าขนส่งเพิ่มเติม
Q : ของแจกบริษัทถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามไหม?
A : หากเกี่ยวข้องกับธุรกิจจริงและมีหลักฐานครบ ส่วนใหญ่มักไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
หากคุณกำลังหาของพรีเมี่ยมที่มีหลากหลายแบบ หลากหลายสไตล์ ที่สกรีนโลโก้ได้ เอาไว้แจกลูกค้าหรือองค์กร ติดต่อปรึกษาเราได้ที่ Buddy Premium


